เรียน TOEIC เร่งรัด 3 วัน 1900

เรียน TOEIC กับสถาบันของเรา เน้นการเรียนในระยะสั้น ราคาถูกเรียน TOEIC กับเราซึ่งสถาบันตระหนักดีว่าการสอบ โทอิค เป็นการสอบที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่า การสอบเข้า เรียนในระดับมหาวิทยาลัยของเด็กนักเรียนระดับ ม.ปลาย (การสอบจะจัดขึ้นที่ตึกบีบีนะครับ) เพราะนั่นหมายถึง คะแนนที่ได้ จะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ในบางครั้งจะเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนคนนั้น (จริงๆไม่ได้อยากจะให้เครียดนะครับ) รวมถึงการก้าวหน้าในตำแหน่ง หน้าที่การงาน ผู้เรียนบางท่านต้องใช้ในการปรับเงินเดือน บางท่านใช้ในการเลื่อนขั้น บางท่านต้องใช้ในการสมัครงาน หรือบางทีอาชีพที่คนส่วนใหญ่ใฝ่ฝัน ไ่ม่ว่าจะเป็นแอร์โฮสเตจ หรือสจ๊วต ต่างก็ต้องสอบกันทั้งนั้น ดังนั้นสถาบันของเราจึงจัดชุดอาจารย์ที่ดีที่สุด และผ่านการสอบด้วยคะแนนสูงลิ่วมาทำการสอนให้กับทุกท่าน โดยจะเป็นอาจารย์ 2 ท่าน แยกรับผิดชอบสอนแยกในแต่ละส่วน ไม่ว่าจะเป็น Listening Grammar Reading และยังมีการปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษให้กับทุกคน เพื่อที่จะได้เรียนไปในทิศทางเดียวกันอย่างราบรื่น โดยอาจารย์ทุกท่านจะเป็น อาจารย์ระดับปริญญาโท เกียรตินิยม ผู้ซึ่งมีประสบการณ์สอน TOEIC มายาวนาน และ อาจารย์ทุกท่านล้วนเคยสอบได้เกือบเต็มมาแล้วไม่่ว่าจะเป็น ครูโอเบส ครูเป้ย และครูป๊อบอาย โดยหลักการของอาจารย์ จะเน้นไปที่จุดอ่อนของแต่ละบุคคล เน้นเคาะสนิมที่เกาะเรื้อรังอยู่มานาน เน้นความเข้าใจไม่เน้นจำ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เทคนิคการทำข้อสอบ ให้ได้อย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากนี้ อาจารย์ของเราไม่เคยย่อท้อที่จะสอนเพิ่มเติมให้นอกเวลา ผู้เรียนท่านใดมีข้อสงสัย สามารถขอให้อาจารย์มาสอนเพิ่มเติมให้ หลังจากหมดคลาส (หรือก่อนเข้าเรียน) ขอให้สถาบันของเรา ได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของทุกคน พบกับคำตอบสุดท้ายของที่ เรียน TOEIC ที่ไหนดี ได้ที่ Acknowledge  อีกทั้งการเดินทางยังสะดวกสบาย ติดกับ BTS ช่องนนทรี ถัดจากสถานีสยามเพียง 2 สถานี

สถาบันเราเน้นเทคนิคเพื่อทำข้อสอบ TOEIC ได้อย่างรวดเร็วเทคนิคเล็กๆที่ไม่ควรละเลยในระหว่างการทำข้อสอบ คืออย่าสติแตกด้วยการงมโข่ง นั่นหมายถึงหากฟังไม่ทันข้อไหนอย่าปักใจรักมัน ข้ามไปโดยด่วน ไม่อย่างงั้น ก็ทำให้ระบบความคิดย้อนไปย้อนมา ธาตุไฟเข้าแทรกสติแตกได้ง่ายๆ ยอมเสียส่วนน้อยเพื่อทำส่วนใหญ่ คราวนี้พอจะทราบไหมครับว่า ทำไมฟังแทบตายก็ฟังไม่รู้เรื่องซักที นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ คนไทยส่วนใหญ่มองข้าม นั่นคือการฟังที่เราไม่รู้เรื่องมีสาเหตุมาจาก การออกเสียงของเราที่ผิดมาตั้งแต่แรก เพราะเมื่อคุณออกเสียงผิด มาตั้งแต่แรก “สมอง” จะบันทึกเสียงนั้นๆเอาไว้ ซึ่งเป็นเสียงที่ผิดๆที่คุณบันทึกเอาไว้ นั่นหมายความว่าที่คุณฟังไม่รู้เรื่องไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฝรั่งเค้าไม่ได้พูดอย่างคุณไงครับ จำไว้ว่าเราจะฟังออกถ้าเสียงนั้นมันตรงกับสิ่งที่บันทึกไว้ในสมองของเรา สรุปง่ายๆ การฟังที่ดีจะต้องเริ่มจากการอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ดังนั้นแนะนำว่าหากจะฝึกการฟังเพิ่มเติม ก็พยายามออกเสียงตามเทปมันไปด้วยนะครับ

ข้อสอบที่เน้นด้านการอ่าน จะต้องอ่านให้เร็วและจับใจความสำคัญให้ได้

สำหรับข้อสอบโทอิค ในส่วนของการอ่าน ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บทความ ทางธุรกิจเป็นส่วนมาก (ก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะ โทอิคเป็นข้อสอบที่เอาไปใช้เพื่อการทำงาน) ไม่ว่าจะเป็น ข้อความโฆษณา อ่านจดหมาย การอ่านอีเมลตอบรับจากลูกค้า อีเมลจากหัวหน้าไปบอกลูำกน้อง หรือจะเป็นการจองโรงแรม เป็นต้น ดังนั้น การอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษจะช่วยได้มาก หากฝึกที่อ่านบทความเล็กๆ ในช่วงเวลาเช้าระหว่างก่อนเข้างาน อีกทั้งจำไว้ว่า หากผู้เรียนคนไหนไม่คล่องใน part ไหน ก็ต้องพยายามเพิ่มขึ้น อย่าไปทิ้ง part นั้นๆ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือทำไม่ทัน เพราะข้อสอบค่อนข้างเยอะ (200 ข้อ) แต่อย่างไรก็ตามเราต้องฝึกให้มีความเคยชินในภาษาอังกฤษ นั่นคือ จะต้องเอาหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ มาอ่านทุกๆวัน หากมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ การฝึกพูดให้คล่อง จะมีส่วนช่วยในการทำข้อสอบได้เร็วขึ้นเป็นเงาตามตัว


คอร์ส เรียน TOEIC เร่งรัด


คอร์ส TOEIC มีสองแบบได้แก่ เรียนติดกันห้าวัน เรียนติดกันสามวัน เป็นการเรียนจะเรียนทั้งวัน เจ็ดชั่วโมง พักเที่ยงหนึึ่งชั่วโมง โดยจะเรียนครบทุกสกิล

ประเภท
เริ่มคอร์ส
จำนวนชั่วโมง
เวลาเรียน
สถานะ
ราคา
5 วัน จันทร์ ถึง ศุกร์
29 พฤษภาคม 2560
35 ชม. 5 วัน
09.00-17.00
ว่าง 5
2,900
3 วัน จันทร์ ถึง พุธ
29 พฤษภาคม 2560
21 ชม. 3 วัน
09.00-17.00
ว่าง 6
1,900
5 วัน จันทร์ ถึง ศุกร์
5 มิถุนายน 2560
35 ชม. 5 วัน
09.00-17.00
ว่าง 5
2,900
3 วัน จันทร์ ถึง พุธ
5 มิถุนายน 2560
21 ชม. 3 วัน
09.00-17.00
ว่าง 7
1,900
5 วัน จันทร์ ถึง ศุกร์
12 มิถุนายน 2560
35 ชม. 5 วัน
09.00-17.00
ว่าง 7
2,900
3 วัน จันทร์ ถึง พุธ
12 มิถุนายน 2560
21 ชม. 3 วัน
09.00-17.00
ว่าง 9
1,900
5 วัน จันทร์ ถึง ศุกร์
19 มิถุนายน 2560
35 ชม. 5 วัน
09.00-17.00
ว่าง 8
2,900
3 วัน จันทร์ ถึง พุธ
19 มิถุนายน 2560
21 ชม. 3 วัน
09.00-17.00
ว่าง 9
1,900

หมายเหตุ

  • รวมค่าเอกสารทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องชำระอะไรเพิ่มเติม
  • คอร์สวันธรรมดา สามวัน และห้าวันเป็นคอร์สเร่งด่วนไม่เน้นเข้าใจ ไม่ค่อยปูพื้น เพราะมันไม่ทัน เน้นจำ อัด ยัดให้แน่น เน้นเทคนิคคิดลัด เรียนเสร็จแล้ววิ่งไปสอบ
  • สอนไม่เร็ว เน้นพื้นฐานที่สำคัญในการใช้สอบโทอิค จากนั้นก็เสริมด้วยชุดโจทย์ โดยอาจารย์ 2 ท่านสอนแยกในแต่ละ PART และเป็นอาจารย์คนไทย 2 ท่าน ที่ชำนาญเฉพาะทางทั้งหมด อาจารย์ของเราไม่ดุ แต่จิกถาม (ดังนั้นหากไม่ตั้งใจ คิดว่าจะมานั่งหลับ แนะนำว่ากลับบ้านไปนอนดีกว่า) อีกทั้งโจทย์ของเราจะเป็นฐานข้อสอบโทอิค เก่าๆที่หลากหลายทุกรูปแบบ การให้คำศัพท์เป็นชุดๆที่จะต้องเจอในข้อสอบอยู่แล้ว ทำให้ผู้ที่มาเรียนเข้าสนามสอบด้วยความมั่นใจ
  • หากผู้เรียนในห้องไปกันได้เร็ว ก็จะมีการเสริมแบบฝึกหัดเข้าไปเป็นโจทย์ที่หลากหลายเพิ่มขึ้น
  • เป็นคอร์สไม่ใหญ่ ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณสิบกว่าคน ไม่ต้องขี่คอกันเรียน หรือไม่ต้องกลัวว่าจะแย่งอากาศกันหายใจ ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าครูจะดูแลไม่ทั่วถึง รับรองว่าครูจะดูและเราเป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้ซักถาม ทั้งในและนอกห้อง

เกี่ยวกับการ เรียน TOEIC


ครูนกกับการสอน IELTSTOEIC เพื่อใช้ในการสอบ จะต้องมีการเตรีนมตัวให้พร้อม แม้ว่าข้อสอบจะง่ายกว่าตัวอื่นๆ แต่ก็เป็นข้อสอบที่มีสถิติที่ใช้ในการสมัครงานสูงที่สุด เพราะเป็นข้อสอบที่สามารถใช้วัดระดับการสอบภาษา อังกฤษได้กว้างมาก หากต้องการภาษาอังกฤษสำหรับการสมัครงานก็จะต้องเป็นการสอบ TOEIC เหตุนี้จึงทำให้คนทำ งานอีกหลายๆ คนหันมาเลือก TOEIC เพื่อเตรียมตัวก่อนสอบกันมากขึ้น อย่างน้อยหากได้คะแนนดีๆ ก็ยังพอเป็นใบเบิกทางที่จะขอเลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือน หรือเปลี่ยนไปทำงานที่ตรงกับความต้องการ ที่มีผลการเรียนและผลสอบเป็นหลักค้ำประกัน ในกรณีที่คุณสามารถทำคะแนนได้ดี

 TOEIC  สอบแล้วนำไปใช้ทำอะไร

TOEIC  เพื่อใช้ในการเตรียมตัวก่อนสอบ ควรได้คะแนนขั้นต่ำเท่าไร ถึงเรียกว่าใช้ได้ ซึ่งหลักๆ ที่ใช้คือการสมัครงาน คะแนนต่ำสุดคือ  300 – 400  สำหรับคะแนนระดับนี้สามารถใช้สมัครงานประเภทคนเช็คสต๊อก หัวหน้า เสมียน แม่บ้าน บาร์เทนเดอร์ บริกร ฯลฯ  หากได้คะแนนขั้นมาตรฐานที่ควรจะได้คือประมาณ  650 ขึ้นไป คะแนนในส่วนนี้จะสามารถนำไปใช้สมัครพวกแอร์โฮสเตส พนักงานโรงแรม หากเป็นอาชีพที่เป็นเชิงวิชาการขึ้นมาอย่างง วิศวกร หรือโปรแกรมเมอร์ คะแนนของ TOEIC จะอยู่ที่ระดับ  800 ซึ่งคนที่ได้คะแนน TOEIC  800 ขึ้นไป นอกจากจะได้เรียกตัวในการสมัครงานแล้วยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของใบเบิกทางสำหรับตำแหน่งหรือเงินเดือนที่สูงขึ้นในบางบริษัทด้วย  โดยการสอบTOEIC จะมีทั้งหมดสองพาร์ท คือ Listening กับ Reading   แต่ละพาร์ทจะมีข้อสอบ 100 ข้อ มีคะแนน  450 คะแนน รวม  2  พาร์ทจะได้ 990 คะแนน  ซึ่งในการ เรียน TOEIC ก็จะมีการสอนก่อนการสอบในลักษณะเดียวกันด้วย

ในส่วนของการฟัง Listening จะมีข้อสอบ 4  ช่วง คือ Photographs คือ 1.เป็นการดูรูปฟังช้อยส์และตอบคำถาม , 2.Question – Response  เป็นบทสนทนาสั้นๆ โต้ตอบกัน  , 3.Short Conversations  เป็นบทสนทนาที่ยาวขึ้นมา  และ 4.Short Talks จะเป็นบทสนทนาพูดคุยและตอบคำถาม ในส่วนของพาร์ทการอ่าน Reading จะมี 3  ช่วง คือ 1.Incomplete Sentences  มีประโยคให้ มาและเว้นช่องว่างให้เติมคำ ,2 . Error Recognition  ให้หาส่วนที่ผิด และ 3 .Reading Comprehensive

การเตรียมตัวสอบ

ก่อนอื่นคุณจะต้องรู้จุดประสงค์ในการเรียนว่าจะเรียนเพื่ออะไร และหากมีการสอบคะแนนที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  จะได้ตั้งเป้าหมายได้ถูก แล้วจะต้องเตรียมตัวทบทวนแกรมม่า แต่ถ้าใครเคยสอบ TOEFL IELTS SAT ฯลฯ มาก่อน การสอบแกรมม่าจะคล้ายๆ กันหมด สำหรับใครที่เคยผ่านข้อสอบแบบ Standard test มาแล้ว หากมาทำ TOEIC ก็จะไม่ยากเท่าไหร่ ในส่วนของการอ่านก็อาจไปเรียน เพิ่มเติมเพื่อลองทำข้อสอบที่เป็น text  ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ  บทความส่วนใหญ่จะเป็นด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ การสมัครงานหรือเทคโนโลยีต่างๆ  ส่วนเรื่องคำศัพท์ไม่ได้เป็นคำศัพท์ที่ยากมากแต่ก็ต้องมีการทบทวนบ้าง  ซึ่งลักษณะของข้อสอบก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกัน เพราะต้องทำความเข้าใจว่ามีข้อสอบแบบไหนบ้าง เรื่องของเวลาสำคัญมากจริงๆ เพราะ TOEIC เป็นข้อสอบที่อ่านรอบเดียวแล้วคิดและจัดการตอบเลย เวลาที่จะกลับมาทวนจะมีน้อยมากๆ ซึ่งจะต้องแบ่งเวลาให้ดี

วิเคราะห์แนวข้อสอบ TOEIC  

ในส่วนของพาร์ท Listening ในช่วงแรกที่เป็นรูปจะเป็นช่วงที่ง่ายมากถึงง่ายที่สุด ซึ่งคุณควรเก็บรายละเอียดให้ดีว่าใครทำอะไรที่ไหนให้ดี จะมีคำถามกับช้อยส์ตามมา  สิ่งที่สำคัญคือในเรื่องของการออกเสียงต้องระวัง คำบางคำออกเสียงคล้าย กันมากแต่ความหมายต่างกัน ในส่วนถัดมาเป็นบทสนทนาสั้นๆ ต้องพยายามฟังให้ดีเพราะหากฟังไม่ทันก็จะไม่มีข้อมูลอื่นมาช่วย  ในส่วนถัดมาจะเป็นบทสนทนาแบบยาวๆ ขึ้นมาแต่ไม่ได้มีรายละเอียดออกมาชัดเจน  ต้องพยายามวิเคราะห์ในการตอบคำถามให้ดี ส่วนสุดท้ายจะเป็นการ พูดจะมีคนๆ เดียวพูดบทความยาวๆ ประมาณหนึ่งย่อหน้า โดยก่อนที่จะเริ่มทำข้อสอบพยายามใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดูคำถามว่าเขาถามอะไร  เวลาเราฟังจะได้จับประเด็นใจความสำคัญได้ ให้ฟังอย่างตั้งใจที่สุด ข้อดีคือเวลาฟังสามารถจดบันทึกได้

ในส่วนของพาร์ท Reading  คำถามค่อนข้างจะตรงไปตรงมาจะต่างกันที่คำศัพท์ที่นำมาใช้ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา ลองอ่านคำถามก่อนแล้วจึงไปหาคำตอบในเนื้อเรื่อง เป็นข้อสอบที่เร็วมากข้อสอบมี 100 ข้อแต่ให้เวลาแค่ 75  นาทีเท่านั้น  ที่ง่ายที่สุดของ Reading คือส่วนแรกเป็น Incomplete Sentences จะสามารถทำตรงนี้ได้ดีคือคุณต้องเข้าใจ Parts of Speech ต้องรู้ว่าอะไรคือ ประธาน กริยาและ กรรม เรื่องของ Adjectives Adverb   หากสามารถวิเคราะห์ประโยคได้ก็จะรู้ว่าคำที่หายไปคืออะไร ต่อมาเป็นส่วนของเออเรอร์ Error จะเป็นส่วนที่ยากที่สุด และเป็นส่วนที่หลายคนมักจะผิดพลาดมากที่สุด ซึ่งต้องแม่นเรื่องไวยากรณ์  และคำศัพท์ ส่วนสุดท้ายคือ  Reading Comprehensive  เป็นการอ่านบทความและตอบคำถาม ข้อสอบ TOEIC แบบรีดีไซน์  ฯลฯ

การเรียนเพื่อทำข้อสอบให้ได้คะแนนดี

สำหรับการเรียนเพื่อเป้าหมายในการทำคะแนนสอบที่ดี อย่างแรกต้องคำนึงคือเรื่องของเวลา เป็นเรื่องที่สำคัญ จ้องมีการจัดการเวลาที่ดีในเรื่องของการทำข้อสอบ หากเจอข้อไหนที่ทำไม่ได้อย่าข้ามให้พยายามเดาไปก่อนหรือทำเครื่อง หมายไว้หากมีเวลาจะได้กลับมาดูใหม่  ส่วนมากจะไม่มีเวลาย้อนกลับมาดู หากคุณเว้นไว้โอกาสที่ไม่สามารถกลับมาทำได้มีสูง ข้อสอบแบบ Standard test  ควรจะอ่านจะตีโจทย์ให้แตกภายในครั้งเดียวเพราะหากใช้เวลาคิดและทำความเข้า ใจนานจะทำให้คุณไปในส่วนอื่นไม่ทัน  แต่หากมีความพร้อมก่อนสอบอาจจะช่วยลดความตื่นเต้น หรือช่วยปูพื้นฐาน รวมทั้งมีเทคนิคในการทำข้อสอบให้ดีขึ้นก็ได้


ทำไมสอบ TOEIC ไม่ผ่าน


สอบโทอิคส่วนใหญ่ที่ทำไม่ได้ ลืมหมด อาศัยมั่วๆคุ้นๆทำกันไปเมื่อก่อนภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แถมทิ้งไปนานจนลืมหมด อันนี้เป็นอาการเจ้าประจำกับผู้ที่มา เรียน TOEIC กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ใหญ่ที่ค่อนข้างจะทิ้งทุกอย่างไปหมดแล้ว อีกทั้งงานเยอะไม่มีเวลาทวน การบ้านไม่มีเวลาทำ สิ่งที่อยากจะฝากบอกคือ จะมีคนบางประเภทที่มักจะบอกว่า ตัวเองงานยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ (แล้วจะต้องรอให้ตัวเองตายก่อนหรือไง?) บางคนบอกว่างานยุ่งไม่มีเวลาดูแลลูก (แล้วจะต้องรอให้มันเสียคนก่อนเหรอ?) ผมไม่เคยเห็นคนที่จะอ้างว่า งานยุ่งไม่มีเวลาอาบน้ำแปรงฟันเลย!!! สิ่งที่ผมต้องการสื่อคือ แทนที่จะอ้างว่างานยุ่งลองมาคิดที่จะหาเวลา หรือจัดเวลาให้เป็นระเบียบแล้ว มาติว (หรือจะอ่านเองก็ได้ครับไม่ว่ากัน) ขอเพียงแต่มีการให้ความสำคัญอยู่บ้างก็สามารถสอบผ่านได้ ในบางครั้งผู้ที่มาเรียนอีกกลุ่มที่มักจะเป็นประจำคือน้องๆปี 4 ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและก็มักจะเป็นนักศึกษาที่ทิ้งภาษาอังกฤษไปตั้งแต่ ปี 1 อย่างไรก็ตาม น้องๆที่ยังคงอยู่มหาวิทยาลัยน่าจะมีความได้เปรียบเรื่องเวลา ที่ยังมีเวลามาเรียน หรือมีเวลาทบทวนได้มากกว่าคนวัยทำงาน สำหรับเรื่องที่บอกว่าลืมทุกอย่างไปหมดแล้ว อันนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะเราจะมีการปูพื้นฐานให้สำหรับทุกๆคนอยู่แล้ว แต่การปูพื้นฐานตรงนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่างที่เราเคยเรียนมาสมัยวัยทีนมาทั้งหมด แต่อาจจะดึงมาบางส่วนที่สำคัญๆมากล่าวถึง

คอร์สเรียนโทอิคเราเน้นแก้ไขจุดอ่อนที่น้องไม่ถนัด ไม่ว่าจะเป็นแกรมม่า หรือ การอ่าน การฟัง

ทิ้งซักอย่างแล้วมั่วคงพอได้มั่งแหละ แน่นอนว่าหากใครเคยสอบ TOEIC มาบ้าง จะพอแบ่งลักษณะของข้อสอบได้คร่าวๆ เป็นสองประเภท คือ เป็นแบบที่เป็นคล้ายกับหลักไวยากรณ์ (ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึง Reading และคำศัพท์ด้วย) กับอีกประเภทคือ เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องใช้หูในการฟังมันให้ออกว่า ตกลงมันพูดอะไร (วะ) ซึ่งในส่วนของการฟังนี้ อาจจะไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในหลักการอะไรมากนัก ขอเพียงฟังออก แล้วก็วิเคราะห์ จากนั้นก็กาซะ ส่วนใหญ่แล้วน้องๆที่มาเรียนที่นี่ จะมีบางประเภทที่มักจะไม่ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง (ก็ไม่แปลก เพราะถ้าได้ทั้งสองอย่างจะมาเรียนทำไม ป่านนี้ก็สอบผ่านกันหมดแล้วดิ) แต่สิ่งที่แปลกคือ การเลือกที่จะฝึกฝน คนที่ไม่ชอบก็ยังคงไม่ชอบกันต่อไป และก็ไม่สนใจที่จะพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น อันนี้น่าเป็นห่วง เพราะเหมือนกับเด็กเลือกกิน ท้ายสุดก็ไม่โตซักที มันไม่ครบนั่นเอง ดังนั้นก่อนที่จะมาติวกับเราขอให้มีการปรับเปลี่ยนความคิดซักนิดก็คือ เราต้องพัฒนาที่เราไม่ถนัด ที่เราถนัดทำให้มันคงเดิมไว้ มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจอยู่เคสหนึ่งคือเมื่อปีก่อน มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมา เรียน TOEIC ตัวต่อตัวกับสถาบันเรา ก่อนเรียนเคยสอบมาได้ประมาณ 300 โดยได้เกี่ยวกับไวยากรณ์ 200 และเกี่ยวกับการฟัง 100 เค้าบอกว่าเค้าจะเข้าทำงานที่ SCG แล้วแต่ยังสอบไม่ผ่าน มีเวลาให้กับทางเราติวให้กับเค้า 1 เดือน เค้าจะต้องให้ได้ 600 คะแนน พร้อมกับบอกมาว่าเค้าไม่ชอบการฟังเลย ผมก็แนะนำให้ไปทำอย่างงั้น ทำอย่างงี้ อย่างโน้นเต็มไปหมด เกี่ยวกับการฝึกฝนการฟังด้วยตัวเองที่บ้าน (เพราะเวลาที่เค้าให้มามีไม่มากนักจำเป็นต้องช่วยเหลือตนเองด้วย) แต่เค้าไม่เชื่อผม เค้าลงเรียนแต่ไวยากรณ์ไป 30 ชั่วโมง การบ้านครบที่ให้ทำครบ แต่… พอไปสอบออกมา เค้าได้ส่วนของไวยากรณ์ (รวมถึงการอ่าน) ได้ 400/495 แต่การฟังยังอยู่ที่ 100 เหมือนเดิม รวมแล้วได้ 500 สรุปไม่ผ่าน!!! คิดกันเอาเองนะครับว่าเพราะอะไร

ส่วนใหญ่ความสับสนก็เป็นประเด็นสำคัญในการสอบ Toeic

อ่านไม่ทันลนลานไปหมด ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากผู้สอบลงสอบในครั้งแรกๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นข้อสอบอะไรบนโลกใบนี้ ในการสอบครั้งแรกก็มักจะลนลาน (ทำให้เว็บมาสเตอร์นึกถึงตอนตนเองวัยทีน และจะต้องไปสอบเอ็นทรานซ์) แต่หลังจากผ่านไปได้ซักพักก็จะรู้สึกตนเองเริ่มชิน (อาจจะเพราะสอบไม่ผ่าน จนต้องสอบแล้วสอบอีก) ใช้คำว่าชินพอแล้ว ไม่อยากจะใช้คำว่า ชา (เฮ้ย) สำหรับเคสนี้แนะนำให้สำหรับผู้มาติวในบางกลุ่มเท่านั้น เพราะบางคนไม่เป็น ที่แนะนำคือ ในกลุ่มคนที่ต้องรีบใช้ผลคะแนนในการยื่น และมีเวลาน้อยๆ และไม่เคยสอบ เช่นจะต้องใช้คะแนนยื่นในอีกสองเดือนข้างหน้า หากพลาดรอบนี้แล้วไม่มีโอกาสแก้ตัว แนะนำตรงนี้เลยนะครับ ว่าให้ไปสอบอยู่เรื่อยๆก่อนที่จะเรียนคอร์สของเราให้จบ ส่วนใหญ่เสียดายเงินรอให้จบคอร์สก่อนแล้วไปสอบ งานนี้เละกันมาหลายราย ไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้ไปสอบนะครับ เพราะสถาบันเราจะต้องยัดความรู้เข้าปากแล้วไปสอบอยู่แล้ว เพียงแต่อาการลนลาน มักจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้แม้ว่าตนเองจะมีความรู้ก็ตาม ในบางคนอาการหนักหน่อย จะมีการย้ำคิดย้ำทำในการสอบ Listening ด้วย งานนนี้กร่อยแน่!!! วิธีแก้คือต้องฝึกที่จะ ลืมๆมันไปซะ ตั้งสติกับข้อใหม่ อย่ากังวลกับข้อเก่าที่ทำไม่ทัน การที่เราพยายามที่จะฝึกทำการบ้านโดยการจับเวลา ก็เป็นตัวเลือกในการแก้ไขได้ดี

นักเรียนบางคนซื้อหนังสือมาอ่านเองจับประเด็นไม่ได้

อ่านหนังสือจับประเด็นไม่ได้ แน่นอนว่าการที่เราจะพยายามทำอะไรซักอย่าง ส่วนใหญ่จะต้องเริ่มจากสิ่งที่ประหยัดที่สุดก่อน นั่นคือทางเลือกแรก (สำหรับคนที่ตั้งใจ) คือการซื้อหนังสือมาอ่านเอง ซึ่งเป็นความคิดที่ดีนะครับ (สมัยก่อนเว็บมาสเตอร์ก็ไม่ได้จะมีเงินทองอะไรมากมายนัก ซื้อมาอ่านเองก็สอบเข้ามหาลัยได้) แต่การซื้อหนังสือมาอ่านเอง อาจจะเหมาะสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น นั่นคือกลุ่มที่ยังพอจำภาษาอังกฤษได้ หรือในกลุ่มที่เคยชอบเรียนภาษาอังกฤษมาในสมัย ม.ปลายอยู่บ้าง แล้วกลุ่มที่ไม่ชอบล่ะ งานนี้งานกร่อยเพราะไม่เคยคิดที่จะซื้อมาอ่านอยู่แล้ว อ่านแล้วมีแต่หลับก่อน ที่สำคัญคือ คนกลุ่มนี้มักจะพอนั่งอ่านแล้ว จะมั่วซั่วไปหมด เพราะไม่มีของเก่าในสมัย ม.ปลาย มาให้ปะติดปะต่อ แนะนำครับว่ามาเรียนกับเราดีกว่า (แต่ต้องทำการบ้านที่ให้ไปด้วยนะครับ) อีกกลุ่มที่แนะนำให้มา เรียน TOEIC ไม่ควรซื้อหนังสือมาอ่านคือ กลุ่มที่ต้องรีบใช้คะแนน นั่นคือ ไม่มีเวลาในการทำความเข้าใจมากนัก มาเอาเทคนิคจากเราไปดีที่สุด อาจจะใช้เงินใช้ทองมากหน่อย (ถ้าเทียบกับหนังสือหลักร้อยบาท) แต่เรื่องประสิทธิภาพในการสอน TOEIC ของสถาบันเรา จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในเวลาอันสั้น

ประมาททำข้อสอบพลาดได้ง่ายประมาท ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายนะโยม อันนี้ไม่ต้องนิยามอะไรมากนัก เพราะหากจะทำอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ หากประมาทละก็จบ โดยเฉพาะแบบไม่มีทางแก้ตัว หากพลาดแล้วด้วยล่ะก็งานนี้มีเฮ สำหรับสาเหตุของความประมาทนั้น มีได้หลายสาเหตุ ผมขอเคสที่เคยเจอจากเด็กที่มาติว TOEIC กับทางเราก็แล้วกัน อย่างแรกเห็นบ่อยมากนั่นคือ ประมาทเพราะจำนวนรอบที่เปิดสอบเยอะมาก โดยกลุ่มคนพวกนี้จะเป็นประเภทว่าสอบมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็คงจะสอบผ่านซักรอบละ(วะ) บอกตามตรงเลยว่า หากมีความคิดแบบนี้หากต้องการคะแนนที่ประมาณ 500 ยังพอจะมีผ่านกันบ้าง หากสอบกันไปเรื่อยๆ แต่หากต้องการคะแนน 600 อัพ แล้วทิ้งภาษาอังกฤษไปนาน ขอบอกว่างานนี้ไม่มีฟลุคนะครับ สอบไปเรื่อยๆไม่ผ่านมีแต่จะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เคสที่สองเคยเจออยู่คือประมาทเพราะมีเส้น ส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆที่จะต้องไปเข้าเป็นแอร์โฮสเตจ ประมาณว่าคุณพ่อคุณแม่หนูท่านเส้นใหญ่น่ะค่ะ ยังไงหนูก็สอบได้อยู่แล้ว โอเค หนูเข้าได้อยู่แล้ว แต่… หนูใช้เส้นเข้าไปได้ด้วยคะแนนเท่าไหร่? หากเข้าไปด้วยคะแนน 300 แล้วพูดกับฝรั่งไม่ได้ เคยคิดบ้างไหมว่า หนูจะใช้ปี๊บสีไหนดีคลุมหัวดีอะค๊าาาา เคสแบบนี้หากคุณพ่อคุณแม่มีบุญบารมีมีองค์ให้ลงเป็นประจำอยู่แล้ว ก็อย่าไปพยายามทำให้ตัวเองหรือคุณพ่อคุณแม่กลายเป็นเป้าให้ชาวบ้านเค้านินทาเล่นเลยค่ะ คิดเสียว่ามาเรียนเพื่อให้ได้ความรู้ติดตัวไว้ดีกว่า เคสที่สามประมาทเพราะเมื่อก่อนเคยเก่ง งานนี้ไม่ต้องบรรยายมากนัก แบบว่า หนูเคยเทพอะ สำหรับเคสแบบนี้หากสอบไม่ผ่านแนะนำให้ไปซื้อหนังสืออ่านเอง น่าจะพอเอาตัวรอดได้ แต่็ก็อย่างที่บอกหากไม่ค่อยมีเวลาก็มาติวซะดีกว่า

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม