
สถาบันจะเน้นการติว CU-TEP ที่เฉพาะเจาะจง ลงไปที่จุดอ่อนทางการของผู้เรียน แต่ละคน เนื่องจากประสบการณ์กว่า 10 ปี ของทีมอาจารย์ เห็นว่าผู้เรียน CU-TEP ส่วนใหญ่ หากเป็น เด็กที่เรียนอินเตอร์ มักจะมีไวยากรณ์ ที่ค่อนข้างอ่อน แต่จะเก่งเรื่องการฟัง แต่เด็กไทยที่เรียนภาษาไทย มักจะมีการฟัง ที่อ่อนแต่จะเก่งที่ไวยากรณ์ เป็นที่น่าเห็นใจ สำหรับผู้เรียน CU-TEP อย่างหนึ่งก็คือ หนังสืออ่านสอบ CU-TEP ที่มีขายในท้องตลาด เป็นหนังสือที่ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งไม่ค่อยตรงแนว และส่วนใหญ่จะง่ายเกินกว่าข้อสอบ CU -TEP ของจริง ทางสถาบันตระหนักในเรื่องนี้ดี ดังนั้นหนังสือที่ใช้จะเป็นหนังสือของทางสถาบันเอง ซึ่งเขียนขึ้นเองจากอาจารย์ระดับปริญญาโท ด้านภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีแนวข้อสอบ CU-TEP ของจริง ที่ได้มาจากการเข้าสอบจริงๆ อยู่ในหนังสือของสถาบันเราด้วย
คอร์สติว CU-TEP ที่สถาบัน Acknowledge จะเน้นที่การสอน CU-TEP ทั้งสามส่วน ไม่ว่าจะเป็น ส่วนของ Writing (20 hrs) Reading (20 hrs) และ Listening (20 hrs) อีกทั้งยังเป็นการสอนแบบกลุ่มเล็ก สอบถามปัญหาข้อสงสัยต่างๆได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งในการเรียนในอีกแบบก็คือ แบบการเรียนตัวต่อตัว หรือจัดกลุ่มเล็กกันมาเอง ก็สามารถทำคะแนนได้ดีในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่ในแต่ละปี ผู้เรียนของสถาบันเราได้คะแนนมากกว่า 600 คะแนน เป็นจำนวนมาก โดยทั่วไป เกณฑ์ขั้นต่ำที่ผู้เรียนควรจะต้องสอบ CU-TEP ให้ได้คือ 550 คะแนน ในคณะทั่วๆไปเช่น สถาปัตย์อินเตอร์ โดยในแต่ละปี คะแนน CU-TEP ของคณะต่างๆต้องการ บางทีก็แตกต่างกันเช่นคณะ อักษรศาสตร์ภาคอินเตอร์ เปิดมาในปีแรกต้องการคะแนน CU-TEP ขั้นต่ำที่ 550 คะแนน แต่มาช่วงหลังๆ บางคณะก็มีหลักเกณฑ์เปลี่ยนแปลงไปบ้าง การทำข้อสอบ CU-TEP ให้ได้คะแนนสูงนั้น จำเป็นที่จะต้อง เน้น ให้ครบทั้งสามส่วน ต้องทำคะแนนให้ได้ดีพอๆกัน จะไปละเลยส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ และที่สำคัญคืออย่าประมาท คิดว่าในแต่ละปี CU-TEP เปิดสอบหลายรอบ สอบไปเรื่อยๆ คิดว่าน่าจะผ่านซักรอบ แต่บอกตามตรงว่า ผู้เรียนที่คิดอย่างนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ผ่านเลยซักรอบ

สิ่งสำคัญของผู้ที่เรียน CU-TEP ต้องเข้าใจคือภาษาอังกฤษ ไม่สามารถเรียนให้เก่ง ได้ชั่วข้ามคืน นั่นหมายถึง หลังจากที่ได้ติว CU-TEP ไปแล้ว ผู้เรียนควรกลับไปทบทวน บทเรียน และ ท่องคำศัพท์ที่ที่ออกบ่อยๆ แต่ก็ไม่ต้องกังวล เกี่ยวกับเรื่องคำศัพท์มากนัก เพราะ คำศัพท์ของ CU-TEP ซึ่งไม่ยากเลย เป็นศัพท์ธรรมดา อยู่ในระดับของคำศัพท์ ม.ปลาย นั่นคือท่องศัพท์แต่พอประมาณ ใช้เวลาในการทบทวน ไวยากรณ์ และพักผ่อนด้วยการดูหนังที่เอาซับออก บางคนโชคดีหน่อยหากที่บ้านมีเคเบิลขอแนะนำว่า ควรเปิดข่าวที่เป็นภาษาอังกฤษดู จะช่วยเรื่องการฟังเป็นอย่างมาก แม้ว่าในช่วงแรกๆจะฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่หากทำเป็นประจำติดต่อกัน 2 เดือน รับรองว่า ทำคะแนน CU-TEP 600 ได้แบบสบายๆ ครับ สิ่งที่อาจจะหนักอยู่บ้าง ก็คือ ผู้ที่ต้องเรียนต่อทางด้านระดับปริญญาโท และทิ้งภาษาอังกฤษไปนาน บางคนอาจจะทิ้งไปเลยกว่า 10 ปี อาจจะแนะนำว่า ควรจะเรียนควบคู่ไปทั้งสองอย่างนั่นคือ แบบการเรียนแบบคอร์สและแบบเรียนตัวต่อตัว
สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากทิ้งท้ายกับหลายๆท่านที่ต้องการเตรียมตัวสอบ CU-TEP โดยการเรียน CU-TEP กับสถาบันสอนภาษาทั่วไป ซึ่งสถาบันเหล่านี้ "ไม่ใช่ว่าจะสอนไม่ดี" แต่เป็นการสอนที่ไม่ตรงจุด ส่วนใหญ่ จะสอนโดย "เน้นภาพรวมของภาษาอังกฤษ" นั่นหมายถึงจะเน้นสนทนา ไม่เน้นไวยากรณ์ เน้นการเขียน การพูด ในแบบภาพรวม ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถ จับประเด็นจริงๆ ในการนำไปสอบ CU-TEP ได้ อย่างไรก็ตาม สถาบันของเรา จะเน้นไปที่การทำคะแนน สำหรับการสอบ อย่างตรงประเด็น หลายท่าน สอบ CU-TEP หลายรอบ ออกมาเกือบผ่านแต่ก็ไม่ผ่านซักที เพราะอะไร ? ปัญหาข้อนี้ตัวผมตอบเองไม่ได้ (เพราะผมไม่เคยสอนภาษาอังกฤษ) คงต้องวานให้ครูป๊อบอายมาตอบ นั่นคือ นี่เป็นปัญหายอดฮิตของผู้ที่เดินสายสอบ CU-TEP ปัญหาที่เกิดแบบนี้มีหลายข้อทีเดียว มาดูกันเลยดีกว่าครับ

ประมาทเพราะจำนวนรอบที่เปิดสอบ CU-TEP
ในแต่ละปีการสอบ CU-TEP จะเปิดสอบเยอะมาก เกือบจะสิบรอบได้ ความประมาทดังกล่าวจะผุดขึ้นมาในใจจากตัวเด็กเอง นั่นคือ "CU-TEP มันสอบตั้งหลายรอบ สอบไปเรื่อยๆ มันคงผ่านซักรอบแหละ" แต่ปรากฎว่าทำยังไงก็สอบ CU-TEP ไม่ผ่านซักที เพราะเกิดจาก ไม่ได้ตั้งใจจริงๆซักทีหวังว่าจะฟลุคซักรอบแต่ก็ไม่ฟลุค อย่าลืมว่า การทำอะไรซ้ำๆ ย่อมจะส่งผลให้มีความชำนาญมากขึ้น เช่นการขับรถ ผู้ที่ขับรถมา 2 ปี ย่อมทำได้ดีกว่าผู้ที่เริ่มขับในเดือนแรกๆ แต่การเข้าสอบ CU-TEP บ่อยๆ ไม่ช่วยอะไรมากนัก เพราะเราไม่รู้ว่าในการสอบแต่ละครั้งนั้น เราทำอะไรผิดตรงไหน สิ่งที่จะช่วยก็คงเป็นแต่ช่วยในการบริหารเวลาให้ทำทั้นมากขึ้น ก็แค่นั้น ดังนั้นทางแก้คือเรียน CU-TEP แบบตั้งใจอ่านให้มันจริงจังเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ไม่ตั้งใจเรียน เพราะไม่ชอบข้อสอบ CU-TEP ในบาง part
ในการทำข้อสอบ CU-TEP จะมีทั้งหมด 3 part ซึ่งได้แก่ การฟัง การอ่าน cloze test รวมถึง passage ที่เป็นบทความและนำมาตอบคำถาม และ หัวข้อที่เกี่ยวกับไวยากรณ์ ผู้เรียนส่วนใหญ่จะมีบาง part ที่ไม่ถนัดและอยากจะเลี่ยง โดยคิดว่า หัวข้อที่ไม่ถนัดข้ามไปทำหัวข้อที่ถนัดให้คะแนนดี จะดีกว่า เป็นความคิดที่ผิดเพราะการทำคะแนน CU-TEP ให้คะแนนดี จะต้องทำให้ทั้ง 3 part ออกมาให้สูงทั้ง 3 part ครับ จะละเลยหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งไม่ได้เลย สำหรับเด็กสมาธิสั้นจะมีปัญหาใน part การฟังเป็นอย่างมาก หากเด็กที่ความจำสั้นหรืออ่านช้าจะค่อนข้าง มีปัญหากับ CU-TEP ในส่วนของ part การอ่าน เพราะจะจำศัพท์ไม่ค่อยได้หรืออ่านไม่ทัน โดยเด็กอินเตอร์จะค่อนข้างมีปัญหาในเรื่อง ไวยากรณ์ ดังนั้นการแก้ไข จึงจำเป็นต้องแก้เป็นรายบุคคลไป
เข้าใจอะไรผิดบางอย่างมานานแล้วและก็ไม่รู้ว่าผิด
หัวข้อนี้เป็นปัญหาของการสอน CU-TEP ที่พบบ่อย นั่นคือ มีเด็กบางคนเตรียมพร้อมสอบในทุกๆ part และตอนสอบออกมาก็มั่นใจว่าตัวเองทำได้ แต่ผลสอบ CU-TEP ออกมาก็ฉิวเฉียดเกือบผ่านทุกที และข้อสังเกตคือคะแนนในหัวข้อไวยากรณ์ออกมาน้อยกว่าควรจะได้ ข้อสันนิษฐานคือ มีการเข้าใจอะไรผิดบางอย่างมาตั้งแต่ต้น หรือผู้สอบส่วนใหญ่สอบ CU-TEP ในส่วนนี้โดยใช้ sense กันอย่างเดียวเลย หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่พี่ป๊อบอายบอกว่าเป็นหัวข้อที่แก้ไขได้ยากที่สุด เพราะ เด็กจะไม่รู้ตัวเองเลยว่าเราผิดตรงไหน จำเป็นต้องมานั่งรื้อไวยากรณ์ใหม่อย่างละเอียดเกือบทั้งหมด
หนังสือ CU-TEP ที่ไม่สมบูรณ์
พี่ป๊อบอายบอกว่าหนังสือเตรียมสอบ CU-TEP ที่ขายอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่บางทีก็ใช้คำไม่เหมาะสม ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ตำราพวกนี้แต่งจากการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษอีกที ดังนั้นคำบางคำจึงไม่ควรใช้ นั่นคือตำราภาษาอังกฤษที่ดีควรทำมาจากเจ้าของภาษาแล้วนำมาใช้เลย ไม่ควรเปลี่ยนจากไทยเป็นภาษาอังกฤษ แล้วนำมาใช้ และที่พบได้บ่อยๆในหนังสือทั่วๆไปคือ แบบฝึกหัดในหนังสือ ง่ายเกินกว่าข้อสอบจริง เมื่อเด็กซื้อตำราเตรียมสอบ CU-TEP พวกนี้มาอ่าน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดบางอย่าง แบบไม่รู้ตัวเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวง อีกทั้งยังรู้สึกว่าตัวเอง ทำแบบฝึกหัดได้ แต่พอสอบเข้าจริงๆกลับทำไม่ได้ ทำให้รู้สึกท้อ สิ่งที่อยากจะเตือนผู้เรียนที่กำลังเตรียมตัวสอบ CU-TEP กับ สถาบัน ที่เปิด ติว CU-TEP ที่อื่นๆ ก็คือบางแห่งก็มักง่ายถ่ายเอกสารตำราเหล่านั้นมาสอนกันอย่างหน้าตาเฉย