โรงเรียน ACKNOWLEDGE กรุงเทพ
เกี่ยวกับสถาบัน
กลับหน้าแรก
คอร์สทั้งหมดที่เปิดสอน
ครูผู้สอนภาษา
ครูผู้สอนด้านวิทยาศาสตร์และการคำนวณ
วิธีการสมัครเรียน - แผนที่ของสถาบัน
เกี่ยวกับสถาบัน Acknowledge
ภาพบรรยากาศการเรียน
คำถามที่พบบ่อย
บทความที่น่าสนใจ

 

ทำไมคอร์สที่เปิดขึ้นมา ถึงไม่มีการ "รับรองผล" ในการเรียนระยะสั้น


นี่เป็นคำถามที่ผู้ที่เรียนคอร์สที่เป็นระดับผู้ใหญ่สอบถามเข้ามากเช่น การติวของคอร์ส CU-TEP TU-GET TOEIC เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงผมไม่ค่อยอยากจะตอบคำถามนี้เท่าไหร่นัก เพราะถ้าเอาความจริงมาตีแผ่แล้ว อาจจะทำให้หลายๆสถาบันออกอาการสะดุ้ง ต้องบอกก่อนว่า ตัวผมเอง (เว็บมาสเตอร์) อยู่ในวงการกวดวิชามา นี่ก็เข้าปีที่ 12 แล้ว ผมได้เห็นอะไรหลายอย่าง เกี่ยวกับโรงเรียนกวดวิชามามากมายครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะถามกลับไปก็คือ ในชีวิตของคุณเคยเห็นคนที่เริ่มเรียนขับเครื่องบิน แล้ว สามารถขับได้ ใน 1-2 อาทิตย์ไหม ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยเห็น เพราะอะไร... ก็เพราะว่า คนเราจะทำอะไรอย่างหนึ่งให้ชำนาญได้ "ต้องใช้เวลาเรียนรู้ที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ" แน่นอน ว่า การเรียนก็เช่นเดียวกัน บางคนมีพื้นฐานดีหน่อยมาเข้าเรียน ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถฝึกให้ชำนาญได้ แต่บางคนทิ้งความรู้ด้านนั้นๆมานาน ก็คงต้องใช้เวลาในระดับหนึ่ง เพื่อฝึกฝนและรื้อฟื้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเรียนภาษา ซึ่งไม่สามารถจะเก่งได้ชั่วข้ามคืน เว้นแต่ คนๆนั้นมีความรู้พื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว

สำหรับผู้ที่เรียนไปสอบส่วนใหญ่ มักจะเน้นไปที่การตามหาสถาบันประเภท "รับรองผลสอบติด 100%" ซึ่งตัวผมก็เคยมีความคิด ที่จะส่งเด็กลูกศิษย์ ม.5 คนหนึ่ง ลองเข้าไปเรียนดูเหมือนกัน ว่าจะติดจริงหรือไม่?? ตัวลูกศิษย์ผมนั้นเรียนอยู่ ม.5 โรงเรียนชื่อดัง แต่เค้าไม่รู้ความหมายของคำว่า "important" ผู้อ่านก็คิดเอาเองนะครับว่ามันจะติด 100% ตามคำกล่าวอ้างหรือเปล่า หากใช้เวลาเรียนแค่ 20-30 ชั่วโมง?

หากลองดูดีๆนะครับ สถาบันเถือกๆนี้จะบอกว่าถ้าสอบไม่ติดก็เรียนคอร์สต่อไปได้ฟรี อย่างนี้หมายความว่ายังไง... บอกให้ก็ได้ครับ ว่ามันหมายความว่า "เค้าก็ไม่ได้จะสนใจอะไร ถ้าคุณสอบไม่ติด เพราะเค้าก็เสนอให้คุณเรียนคอร์สต่อไป ของเค้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะติดไงครับ" ผมเชื่อว่าสำหรับผู้ที่ทิ้งภาษาไปนานๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ใช้เลย 4-5 ปี แล้วไปเรียนคอร์สรับรองผลระยะสั้นประเภทนี้ (คอร์ส 20 ชั่วโมงบ้าง บางที่ก็คอร์ส 30 ชั่วโมงบ้าง) ตัวผมเองรับรองเลยครับว่า "คุณได้เรียนคอร์สต่อไป ของเค้าอย่างแน่นอนครับ" แล้ว มันจะมีสถาบันไหนไหมล่ะครับประเภทที่เรียกว่า "สอบไม่ติด ยินดีคืนเงินให้ 100%" ผลปรากฏว่ามันไม่มี เพราะในความเป็นจริงคือ "มันไม่ได้ติด 100% อย่างที่กล่าวอ้างยังไงล่ะครับ" จากคำพูดนี้ถ้าผมพูดผิดผมกล้าท้าทุกสถาบัน โดยการเผาปริญญาวิศวะจุฬาให้เลย ท้ายสุดอยากจะบอกว่ามันก็ไม่ต่างอะไร กับโฆษณาผงซักฟอกที่แค่จุ่มๆ แล้วก็ขาวภายในพริบตาแหละครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า การรับรองผลสามารถทำได้ครับ หากเรียนในระยะยาว (ใช้เวลาที่เหมาะสม) และเรียนอย่างสม่ำเสมอด้วยความตั้งใจ บวกกับการบ้านที่จะต้องกลับไปทำ กลับไปทวน รวมถึงจะต้องท่องศัพท์ใหม่ๆเพิ่มเติม และจะต้องไม่ลืมคำศัพท์ของเก่าๆ งานนี้รับรองว่าติดกันทุกคนครับ เหมือนกับที่สถาบันของเราที่เปิดรับรองผลสอบ TOEIC นั่นแหละครับ ที่สถาบันกล้ารับรองผลสอบ TOEIC เพราะ เป็นคอร์สระยะยาวที่สามารถมีเวลาพอที่จะฝึกฝนทำคะแนนได้ ดังนั้นที่สถาบันเราไม่มีการรับรองผลในการเรียนระยะสั้น เพราะ สถาบันเรา อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วก็ไม่อยากที่จะตั้งความหวังให้คนบางคนมานั่งเสียใจครับ แต่ก็ขอรับรองว่า อาจารย์ของเราทุกคน ทุ่มเทให้กับลูกศิษย์อย่างเต็มที่จริงๆ และสถาบันก็รับรองอีกว่าคะแนนของทุกท่านจะเพิ่มขึ้นแน่นอน


ลูกเข้ามหาวิทยาลัยแบบเรียนอินเตอร์ แล้วเรียนไม่รู้เรื่องเลยทำยังไงดี


การเรียนแบบอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้เรียนมักจะมีปัญหาที่เรียนไม่เข้าใจ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในบทความของอาจารย์รุ่งโรจน์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยที่สอนแบบอินเตอร์มักจะเอาอาจารย์คนไทย สำเนียงฟังแล้วแปลกๆมาสอนเป็นภาษาอังกฤษให้กับ นักศึกษา ผู้ปกครองหลายท่านได้สอบถามเข้ามาที่สถาบัน เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ที่วิศวะอินเตอร์ที่ธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ TEP TEPE หรือ SIIT อย่างไรก็ตาม

สิ่งที่อยากจะเตือนผู้ที่กำลังเรียนอยู่อินเตอร์แล้วประสบปัญหาเรียนไม่รู้เรื่อง ไปติวสอบกับสถาบันต่างๆที่เปิดขึ้นแถวหน้ามหาวิทยาลัย ด้วยการที่สถาบันต่างๆเหล่านั้น ประชาสัมพันธ์ว่า รู้แนวข้อสอบเป็นอย่างดี ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีสถาบันไหนรู้แนวข้อสอบหรอกครับ เพราะที่ผ่านๆมา นักศึกษาที่มาเรียนที่ Acknowledge ก็ไปติวกับสถาบันต่างๆเหล่านี้มาแล้วทั้งนั้น


ต้องการเรียนภาษาที่สาม จะเลือกเรียนภาษาใด


คำถามนี้เป็นคำถามที่เข้ามาเยอะมากครับ ว่าจะเลือกเรียนภาษาที่ 3 อะไร มีหลายปัจจัยทีเดียว แต่จะมีปัจจัยหลักๆอยู่คือ

การวางแผนการทำงานในอนาคต รวมถึงความชอบหรือจริตส่วนบุคคลซึ่งตรงจุดนี้หากเป็นผู้ที่ยังเรียนอยู่ในระดับ ม.ต้น หรือ ม. ปลาย อาจจะตอบได้ยากหน่อย เพราะ ยังไม่เห็นอนาคตเท่าใดนัก หากจะตอบอย่างกลางๆ ควรเลือกเรียภาษาที่อยู่ฝั่งตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือว่าเกาหลี ในมุมมองของเว็บมาสเตอร์มองว่า ภาษาพวกนี้ใกล้ตัว มีโอกาสที่จะได้ติดต่อกับคนชาติต่างๆเหล่านี้ และมีโอกาสใช้มากกว่า เพราะบริษัทเหล่านี้มีการลงทุน ที่ประเทศไทยอยู่ในอัตราที่สูง หรือว่าว่าอยากจะไปเป็น แอร์ที่สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ อะไรทำนองนี้ ก็ไม่ต้องคิดมากเลยครับเรียนไปตามนั้นเลย แต่หากคนไหนอยากจะเรียนวิศวะและคิดว่า ตนเองต้องไปเรียนต่อแน่ๆ ก็เรียนไปทางด้านภาษาเยอรมันครับ สำหรับภาษาที่สามด้านตะวันตกที่ยังคงน่าสนใจอยู่อีกภาษาก็คือฝรั่งเศสครับ ใกล้ตัวกับเรามากพอสมควรอีกทั้งยังเป็นตัวเลือกที่ดีในการไปเรียนต่อด้านกฏหมาย ศิลปะ และการทำอาหารครับ ที่ฝากทิ้งท้ายอาจจะเป็นภาษาอิตาเลียน ที่เห็นหลายคนชอบที่จะไปเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรม และการออกแบบ

อย่างไรก็ตาม บางคนต้องการเรียนภาษาที่สามเพราะภาษาอังกฤษอ่อนแอ ซึ่งตรงจุดนี้ผมอยากจะบอกว่าในความเป็นจริงแล้ว ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ง่ายสุดแล้วครับ ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มเรียนภาษาที่สาม ควรจะต้องทำให้ภาษาอังกฤษของตัวเอง คล่องในระดับหนึ่งก่อน เพราะสิ่งนี้จะทำให้การเรียนภาษาที่สาม ที่สี่ จะง่ายขึ้นมากๆ


ทำไมค่าเรียนพิเศษที่สถาบัน ค่อนข้างสูง


นี่เป็นคำถามที่ผู้ปกครองถามกันเข้ามาส่วนหนึ่ง ซึ่งคำถามนี้ตัวผมคงต้องตอบด้วยคำถาม "ทำไมรถเบ็นซ์ถึงแพงกว่าฮอนด้าล่ะครับ แม้ว่าจะขับได้เหมือนกัน ซึ่งคุณก็รู้ว่าเมื่อขับแล้ว ปลอดภัยกว่า" แน่นอนว่าต้องมีความแตกต่างที่คุณภาพของอาจารย์ครับ อาจารย์ของสถาบันของเราเป็นอาจารย์ ระดับปริญญาเอก ปริญญาโท ปริญญาตรี เกียรตินิยม ที่จบแล้ว มีประสบการณ์สอนยาวนาน กว่า 10 ปี ผู้ปกครองหลายท่านสามารถพิสูจน์ได้ครับ เรากล้าให้อาจารย์ระดับปริญญาโทมาสอน ที่สถาบันอื่นไม่ทำ เพราะเราต้องการ คุณภาพที่แท้จริง สถาบันอื่นๆส่วนใหญ่มักจะให้นิสิตนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่มาสอน ซึ่งแน่นอนว่า ประสบการณ์จะต่างกันมากครับ สำหรับสถาบันเรานิสิตนักศึกษาจะมีส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อย มาสอน สิ่งหนึ่งต้องการบอกว่าสถาบันเราเน้นคุณภาพและความถูกต้องของเนื้อหาเป็นหลัก สำหรับนิสิตนักศึกษาที่สอนอยู่ในสถาบันเรา เราคัดจากนักศึกษาที่เก่งมากๆเท่านั้น เช่น ลุ้นเกียรตินิยมวิศวะจุฬาหรืออดีตตัวแทนโอลิมปิค จึงจะอนุญาตให้สอนได้ ดังนั้นอยากจะบอกว่า ค่าเรียนของสถาบันเราไม่แพงเลย ถ้าเทียบกับคุณวุฒิและประสบการณ์ของอาจารย์ครับ

สิ่งที่อยากจะฝากเพิ่มเติมคือ สำหรับการเรียนแบบคอร์สแล้วสถาบันเราถือว่าไม่สูงเลยนะครับ เพราะหากนำมาเฉลี่ย หรือเปรียบเทียบกับที่อื่นแล้ว ทางของเรามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่เพียงชั่วโมงละ 100 กว่าบาทเท่านั้นครับ


ลูกเป็นเด็กความจำสั้น ทำอย่างไรจึงจะให้เรียนเก่ง


ปัญหาของเด็กความจำสั้นเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ มักจะกังวลว่าลูกของตัวเองจะเรียนไม่ดี ทำให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ในที่สุด โดยจากประสบการณ์ของตัวผู้สอนเองพบว่า เด็กที่มีความจำสั้นนั้นก็มักจะลืมบทเรียนได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมเด็กถึงไม่อยากที่จะจำมากกว่า ตัวเว็บมาสเตอร์มีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กที่มีความจำสั้นมากๆ เป็นเด็กมัธยมปลาย สอนไปได้ซักพักก็จะลืมไปเฉยๆ แต่ที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือเขาสามารถที่จะจำนักฟุตบอล ของทีมฟุตบอลที่เขาชื่นชอบได้หมด ที่ยกตัวอย่างมาเป็นประเด็นของเด็กไม่ใช่ความจำสั้น แต่ ทำไมถึงไม่อยากจำมากกว่า ดังนั้นตัวผมจึงเปลี่ยนการสอนด้วยสไตล์ใหม่ นั่นคือ เป็นสไตล์สนุกสนาน ผสมผสานกับความรู้ลงไป ถึงแม้ว่าในแต่ละบทเรียน จะต้องใช้เวลา ในการสอนที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาดีมากๆครับ คือเด็กจำได้แล้วก็ไม่เครียด ดังนั้นการสอนเด็กที่มีความจำสั้น จำเป็นต้องใช้ความอดทน และต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ยากอย่างที่คิดนะครับ สุดท้ายนี้อยากจะย้ำว่าเด็กความจำสั้นถ้าสอนให้ถูกวิธี ก็สามารถ ทำเกรดที่โรงเรียนได้ดีครับ อาจจะไม่ได้เก่งมากมายนักแต่ก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้ครับ


ลูกสมาธิสั้น จะมีวิธีการอย่างไร จึงจะทำให้เรียนเก่ง


จากประเด็นนี้ต้องเคลียร์กันก่อนว่าสมาธิสั้นกับความจำสั้นนั้นแตกต่างกันมาก แต่ผลลัพธ์ออกมา คล้ายกัน คือเรียนได้เกรดไม่ดี ส่วนใหญ่ผู้ปกครองหลายท่านจะค่อนข้างสับสนครับ เอาละ เรามาแยกแยะกันก่อนที่จะจัดการกับปัญหาดีกว่า เด็กสมาธิสั้นนั้น จะจำในสิ่งที่พูดได้ แต่จะชอบที่จะเปลี่ยนความคิดไปคิดเรื่องอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นหากสอนเด็กเกี่ยวกับการบวกเลขอยู่ แล้วเด็กถามกลับมาว่าทำไมครูถึงดูหน้าแก่จัง นี่จะค่อนข้างไปในทางสมาธิสั้นครับ แต่ก็ยังพอจำได้ว่าตะกี้ครูพูดว่าอะไร การแก้ไขปัญหาการเรียนของเด็กสมาธิสั้นนี้ ไม่ได้แก้ที่ตัวเนื้อหาหรือสไตล์การสอน (การแก้ปัญหาเด็กความจำสั้นต้องแก้ปัญหา ที่สไตล์การสอน) แต่ต้องแก้จากกิจกรรมประจำวันของเด็กๆครับ วิธีที่แนะนำคือ ให้เด็กๆลองไปเรียน เกี่ยวกับการวาดรูป การปั้นดินน้ำมัน หรือไปเล่นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปาลูกดอก ปาเป้า ทำนองนี้ครับ การแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นต้องค่อยๆแก้ แต่ก็ไม่ยากนัก การเรียนอย่างเดียวไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้น ให้มีสมาธิยาวได้ครับ แต่ถ้าอยากให้ลูกเกรดดี จะต้องเรียนควบคู่กับกิจกรรมสร้างสมาธิที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นครับ


ลูกหัวไม่ดี จะมีวิธีการอย่างไร จึงจะทำให้เรียนเก่ง


ประเด็นของหัวไม่ดี จะขอตอบในประเด็นที่ไม่ใช่สมาธิสั้นกับความจำสั้น นั่นคือ เด็กบางคนแม้ว่าจะตั้งใจมีสมาธิดี แล้วก็ไม่ได้ลืมง่าย แต่ก็ยังหัวไม่ดีซึ่งอาจจะเป็นเพราะ ยีน หรือ เซลสมองนั่นเอง คนแต่ละคนจะมีเซลสมองและรอยหยัก ที่แตกต่างกัน เป็นตัววัดความฉลาด (IQ) แต่ลองนึกภาพดูง่ายๆนะครับยกตัวอย่างเช่น การขับรถ บางคนฝึกวันเดียวก็เป็น บางคนใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ก็ขับเป็น แต่บางคนใช้เวลาหนึ่งเดือน ถึงจะขับเป็น ตัวผมเชื่อว่า ความฉลาดสามารถเพิ่มขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการใช้เวลาในการฝึกฝนที่ถูกวิธี และตัวผมก็เชื่อว่า ต่อให้เด็กคนนั้นไม่เก่งภาษาอังกฤษเพียงใด แต่ถ้าจับไปปล่อยอยู่อเมริกาซัก 10 ปี ยังไงๆ เด็กคนนั้นก็ต้องพูดและฟังภาษาอังกฤษได้ ดังนั้นจากประสบการณ์สอนหนังสือของผม พบว่า เด็กที่หัวไม่ดีนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความขี้เกียจเป็นตัวแปรสำคัญครับ ส่วนเรื่องเซลสมอง เป็นเรื่องรองๆลงมา สรุปคือ ประเด็นที่ว่า ลูกหัวไม่ดี จึงเปลี่ยนประเด็นที่ว่า จะทำอย่างไรให้ลูกขยันมากกว่าครับ ตรงนี้ต้องถามต่อว่าการเลี้ยงลูกที่ผ่านมา สร้างระเบียบวินัยบ้างไหม เด็กบางคนกลับบ้านไปเล่นเกมส์อย่างเดียว บางคน กลับบ้านไปก็ดูแต่ซีรีส์เกาหลี ซึ่งหากผู้ปกครองไม่สามารถสร้างระเบียบวินัยให้กับลูกได้ วิธีการแก้ คือจำเป็นต้องส่งลูกเรียนให้มากขึ้นครับ แต่จะต้องเน้นว่าต้องเรียนตัวต่อตัวนะครับ นั่นคือ ผู้ปกครองไม่สามารถบังคับได้จึงจำเป็นต้องให้คนอื่นมาบังคับแทน และต้องมีระเบียบวินัยในการกวดขันไม่ให้โดดเรียนด้วย ถึงจะทำให้เกรดพอจะดีขึ้นได้ระดับหนึ่ง ที่ต้องบอกว่าขึ้นได้ในระดับหนึ่งก็เพราะว่ายังมีปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องเซลสมอง เป็นส่วนประกอบด้วยครับ


ลูกเรียนคำนวณเก่ง แต่เรียนภาษาไม่เก่ง ทำอย่างไรจึงจะให้เก่งทั้งสองอย่าง


คำถามนี้เป็นคำถามที่มีผู้ปกครองหลายคน โทรมาถามบ่อยมาก รองจากคำถามข้อแรก บางคนกังวลว่า ลูกเรียนภาษาเก่ง แต่เรียนคำนวณไม่เก่ง บางคนเรียนคำนวณเก่ง แต่เรียนภาษาไม่เก่ง อยากจะเรียนให้เก่งทั้งสองด้าน ผมมักจะตอบปัญหาข้อนี้ ด้วยคำถามครับ ผมมักจะถามผู้ปกครองกลับไปว่า ในชีวิตของคุณ คุณเคยเห็น คนที่ถนัดทั้งสองมือมากน้อยแค่ไหน โอกาสที่จะทำให้ลูกเก่งทั้งสองด้านก็มีเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่มีน้อยมากๆๆๆ ครับ ดังนั้นผมจึงขอเปลี่ยนประเด็นที่ว่า จะทำอย่างไร ให้เก่งทั้งสองด้าน เป็น จะทำอย่างไร ให้ด้านที่ลูกเก่ง เป็นด้านที่ลูกเก่งที่สุด ดีกว่า นั่นคือ เปลี่ยนความคิดตัวเอง แล้ว พยายามสนับสนุนให้ลูก เรียนในด้านที่ถนัดให้เก่งสุดๆดีกว่าครับ


จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเรียนตัวต่อตัว


ความแปลกของเด็กไทยมีอยู่อย่างหนึ่งที่แปลกกว่าเด็กประเทศอื่นๆ (ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี) คือ ไม่กล้าที่จะถาม เพราะเดี๋ยวคนอื่นจะรู้ว่าตัวเองฉลาดน้อย นี่เป็นนิสัยที่เป็นอุปสรรคของเด็กไทย จึงไม่แปลกที่ว่าค่าเฉลี่ยของไอคิวเด็กไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 90 (สมองทึบ) ดังนั้นผมจึงแยกแยะข้อดี ข้อเสียของการเรียนในแบบต่างๆดังต่อไปนี้ครับ

ไม่จำเป็นต้องติวเลย

เหมาะสำหรับเด็กที่หัวดีและมีความขยัน สามารถหาหนังสือคู่มือมาอ่านเองทำความเข้าใจเองได้ เป็นการเรียนที่ดีที่สุด ย้ำครับว่า ดีที่สุด แต่การที่จะทำแบบนี้ได้จำเป็นต้องใช้ปัจจัย จากตัวเด็กที่ค่อนข้างสูงนั่นคือจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยทั้งสองครบถ้วน นั่นคือ ความฉลาดที่มาพร้อมกับความขยัน แต่หากทำได้จึงไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษเลย และ ยังมีความเข้าใจลึกซึ้งกว่าคนที่เรียนพิเศษเยอะอีกด้วย

เรียนรวมห้องใหญ่

เหมาะสำหรับ เด็กที่ขาดปัจจัยของเรื่องความขยัน แต่จะต้องมีปัจจัยของความฉลาดจากตัวเด็ก เป็นทุนเดิมอยู่ด้วย เพราะหากเด็กหัวดีก็จะสามารถเรียนกับวีดีโอรู้เรื่อง หรือ ถ้าไม่รู้เรื่องเล็กน้อย ก็สามารถถามจากเพื่อนๆที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมากๆครับ เพราะในบางครั้ง การเรียนแบบรวมแทนที่จะเป็นผลดีแต่กลายเป็นผลเสียอย่างรุนแรง เพราะอะไร... ยกตัวอย่าง เช่น มีเด็กอยู่คนหนึ่ง หัวไม่ดี แล้วขี้เกียจ ไปเรียนแบบห้องใหญ่ เด็กคนนั้นจะไม่ได้อะไรกลับมาเลยครับ ย้ำว่าไม่ได้อะไรกลับมาจริงๆ (เพราะหัวไม่ดี ฟังอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะไปถามใครงงไปหมด จะถามเพื่อนก็ไม่รู้จะถามอะไร) แต่ตัวเด็กเอง ก็จะเข้าใจกับตัวเองไปว่าตัวเองขยันแล้วเพราะเรียนพิเศษแล้ว กลับบ้านไปจึงไม่ได้อ่านอะไรเลย ส่วนตัวผู้ปกครองก็หลงดีใจว่าลูกตัวเองขยัน จึงไม่ไปกวดขันให้ลูกอ่านมากนัก เพราะคิดว่า ลูกเรียนพิเศษมาเหนื่อยแล้ว ดังนั้นหากผู้ปกครองท่านใด พบว่าลูกตัวเองมีอาการ เรียนพิเศษอย่างหนัก เรียนพิเศษทุกวัน ที่ไหนดังเรียนหมด แต่เกรดก็ไม่ดีขึ้น สอบ GAT PAT ออกมาก็ได้น้อย นั่นหมายถึงลูกของคุณกำลังอยู่ในกรณีนี้นะครับ ซึ่งเป็นกรณีที่อันตรายที่สุด และพบได้บ่อยที่สุดครับ

ติวตัวต่อตัว เรียนกลุ่มเล็ก

เหมาะสำหรับ เด็กน้องๆ 2 ประเภทครับ นั่นคือประเภทแรก หัวไม่ดีแต่ขยัน กับประเภทที่สอง หัวไม่ดีและขี้เกียจ เพราะการเรียนตัวต่อตัวหรือเรียนกลุ่มเล็ก จะทำให้เด็กกล้าที่ถามมากขึ้น ครูผู้สอนก็จะรู้ว่าควรจะต้องสอน ด้วยความเร็วมากน้อยแค่ไหนเด็กจึงจะเข้าใจ และสามารถตอบโจทย์ในเด็กที่ขี้เกียจได้เพราะครูผู้สอนจะจ้ำจี้จ้ำไช กระตุ้นให้เด็กขยัน จากประสบการณ์สอนหนังสือสิบกว่าปี เด็กทั้งสองประเภทนี้จำเป็นต้องเรียนตัวต่อตัว หรือกลุ่มเล็กเท่านั้นครับ เมื่อก่อนผมมีเด็กอยู่คนหนึ่งเป็นเด็ก ม.6 ที่มาจากต่างจังหวัด เป็นเด็กที่เรียนแบบห้องรวมที่สถาบันที่มีชื่อเสียงมาโดยตลอด แต่ในวันแรกที่มาเรียน เด็กคนนี้ทำคณิตศาสตร์เรื่องเลขยกกำลัง ซึ่งเป็นความรู้ ม.2 ไม่ได้เลย เพราะอะไร... ลองย้อนกลับไปอ่านในหัวข้อที่ผ่านมาครับ แต่ปัจจุบันนี้ เด็กคนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความภูมิใจของผม เขาเรียนอยู่ที่เศรษฐศาสตร์ ม. เกษตร ครับ ประเด็นต่อมาคือ หากเป็นเด็กที่ขยันและฉลาดแล้วมาเรียนตัวต่อตัวกลุ่มเล็ก ก็จะดีมากๆเช่นเดียวกัน

 
โทร 088-4913362 , 081-4267996 สีลม กรุงเทพ (11.00 - 19.00 น.) ดูแผนที่